2009/Jan/20

สวัสดีครับ หายไปนาน ขอเอาข่าวล่าสุดมาให้อ่านกันครับ ฟอร์เวิร์ดเมล์เหมือนเดิมครับ 

โครงการสมานฉันท์อาสาสมัครแพทย์พยาบาลไทย-นานาชาติ จากสหรัฐอเมริกา
(HEALING THE CHILDREN-MIDLANTIC, INC)

ผ่าตัดรักษาพยาบาลฟรี ณ โรงพยาบาลตำรวจ และ คณะแพทย์ศาสตร์วชิระ ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

ระหว่างวันที่ 26 มกราคม
2  กุมภาพันธ์ 2552
............ ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ..


       กลุ่มแพทย์ไทยและสมาคมแพทย์ไทยในสหรัฐอเมริกาจะจัดโครงการแพทย์อาสาสมัครนานาชาติจากสหรัฐอเมริกา มาให้บริการทางการแพทย์แก่เด็กพิการ ประชาชนผู้ทุพพลภาพและพิการมาแต่กำเนิด ผู้ที่มีรายได้น้อย คนยากจนและผู้ด้อยโอกาส ในท้องถิ่นทุรกันดาร ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 26 มกราคม
2 กุมภาพันธ์ 2552   โดยผู้ป่วยคนพิการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด  ถวายเป็นพระราชกุศลและเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนารถ และเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนารถจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 77 พรรษาในปีพุทธศักราช 2552 นี้ โดยโรคที่รับรักษามีดังนี้ คือ
1.ปาก-จมูกแหว่ง เพดานโหว่ แขนขาพิการ

2.ผู้ป่วยพิการโรคตา อาทิ ต้อกระจก ตาเข หนังตาตก ฯลฯ

โครงการนี้จะใช้โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลวชิระ เป็นศูนย์การรักษาพยาบาล ระหว่างวันที่ 26 มกราคม
2 กุมภาพันธ์ 2552
ผู้สนใจเข้าร่มโครงการติดต่อได้ที่ บจ.เมืองไทยประกันภัย โทร 1484 (ไม่ต้องกด 02) ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.30-16.30 น.

ขอบคุณทุกคนที่แวะมาอ่าน และนำไปบอกต่อครับ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ด้วยนะครับ ^^

2008/Nov/24

 
สวัสดีครับ วันนี้ไ ด้รับเมล์แล้วเห็นว่ามีประโยชน์ควรเผยแพร่ เผื่อใครหาอยู่ครับ หรือไม่ก็ รบกวนไปบอกต่อด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
 
ขอความกรุณาช่วย Forward mail ฉบับนี้ให้ด้วยนะคะ
mail 1 ฉบับที่ส่งไป อาจจะช่วยให้ชีวิตใหม่ และ/หรือ ให้โอกาสแก่ใครบางคนได้ค่ะ


ผ่าตัดฟรีสำหรับเด็ก ที่เป็นโรคหัวใจ (โปรดส่งต่อ...) รับผ่าตัดฟรีสำหรับเด็กที่เป็นโรคหัวใจ (โปรดส่งต่อ...) 
ถึงเพื่อน ๆ ทุกคน ช่วยส่งเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
 
จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็
นโรคหัวใจมาก ๆ เลยค่ะ
 
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ส่
งไปค่ะ 
หัวเรื่อง : รับผ่าตัดฟรีสำหรับเด็กที่เป็
นโรคหัวใจ
 
องค์กร 
มูลนิธิขนส่งความรัก  สาขาประเทศไทย 
ที่อยู่ : 
1-3 ซ.พร้อมมิตร สุขุมวิท 39 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 
โทร. : 
02-662-401201-923-4042, 01-831-3143 


สวัสดีครับ/ค่ะทุก ๆ ท่าน 
ประเทศไทยกับประเทศเกาหลีมีความสัมพันธ์อันดีมาช้านาน 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งเกิ
ดสงครามเกาหลี
 
และประเทศไทยได้ช่วยส่งกำลั
งทหารมาร่วมรบ
 
ซึ่งประชาชนเกาหลียังระลึกอยู่
เสมอ
 
ขณะนี้ สมาชิกมูลนิธิขนส่งความรัก ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่
ในประเทศเกาหลี
 
ได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อช่วยเหลื
อเด็กที่อาจจะเสียชีวิตเนื่องด้วยโรคหัวใจ
 
การรณรงค์ดังกล่
าวทำโดยการขายหมากฝรั่งอันละ 
3-บาท 
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 
1986 เป็นต้นมา ยอดบริจาคที่ได้รับ คิดเป็นจำนวนเงินเกินกว่า 60 ล้านบาท    
และรายได้ดังกล่าวสามารถช่
วยเหลือเด็กที่เป็นโครหัวใจได้ถึง 
900 คน 
ในปัจจุบัน มูลนิธิขนส่งความรักได้เข้ามาตั
้งสาขาประเทศไทย
 
มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลื
อเด็กไทยที่เป็นโรคหัวใจเช่นเดียวกับการช่วยเหลือเด็กชาวเกาหลี

มูลนิธิจะสนับสนุนโอกาสให้เด็
กที่เป็นสมาชิกเข้ารับการรักษาที่ประเทศเกาหลีเพื่อให้มีชีวิตใหม่และมีสุขภาพดี
 
กรุณาติดต่อมูลนิธิของเราได้
ตลอดเวลา ทางมูลนิธิยินดีจะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือบำบัดรักษาโรคอย่างเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเด็กเหล่านั้นแม้เพียง 
คน ก็ตาม ข้อตกลงสำหรับผู้ที่จะเป็นสมาชิกมูลนิธิขนส่งความรัก สาขาประเทศไทย มีดังต่อไปนี้ 
1. 
อายุ : เป็นเด็กสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 0 -15 ปี 
2. 
รายได้ของครอบครัว : ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน 
3. 
ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประเทศไทยก่อนที่จะเดินทางไปผ่าตัดที่ประเทศเกาหลี 
4. 
มูลนิธิขนส่งความรักประเทศเกาหลีจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดทั้งหมด 
5. 
มูลนิธิขนส่งความรัก สาขาประเทศไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเครื่องบินที่จะเดินทางไปประเทศเกาหลี 
ประธานสาขาประเทศไทย : อธิการโบสถ์ 
Lee Kyu Sik 
รองประธานสาขาประเทศไทย : 
Dr. Kim Se Hyun 
ผู้จัดการ : 
Choi Young Mi 
เจ้าหน้าที่สำนักงาน : 
Kwon Eun Suk
 

2008/Nov/23

สวัสดีครับ ไม่ได้เข้ามาอัพซะนาน คงจะลืมกันแล้ว วัันนี้ผมมีเรื่องที่ทำให้ได้ข้อคิดกันครับ แม้หัวเรื่องจะแรงไปหน่อย -*- ก็ขออภัยด้วยนะครับ แต่ลองอ่านดูก่อน พออ่านแล้วจะรู้สึกอย่างผมครับ  ^^

  ไม่ว่าคุณจะแบ่งฝ่ายหรือไม่  
   ไม่ว่าคุณจะอยู่ข้างฝ่ายไหน...
   อ่านแล้วลองคิดดู......
 



เรื่องบนเตียงของพันธมิตรกับตำรวจ 
             
เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร  หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง  บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง และ ตามตัวหลายแห่ง  ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้วจากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย
 
             หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน     ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด  แต่ต่างไม่ได้คุยกันด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง  2 

             
'พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?' เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง 
             
'เจ็บนิดหน่อยลูก เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก 
             
'หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย' เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่ 
             
'มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ' 
             
             คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ 

             
'ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ' 
         '
พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก ' 
         '
แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไมเสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย 

             บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่มเงียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์ ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้ามกับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า  เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย
 
             
             เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า  แล้วพ่อหนูล่ะ 
….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง  ใครทำพ่อของหนู??? 

             ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น
 

             
'คุณตำรวจ….ผมขอโทษ    คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น 
             
  
         
นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน     ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่ 
             
             
'คุณลุงเป็นใครคะ ?' เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย 

'
ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ'  เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

'
แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?'             

เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น 
'
บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง

วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ' 

'
แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย ลุงได้สังคมทีดี

แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?' เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ  นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง 


'
บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ  

ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง  

เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..

พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือน

กัน  …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน

 ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ...' เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น 


'
ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด...หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย   เหมือนผมไม่ใช่คน  

เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง    

ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร  

ผมก็มีลูกเมีย  ผมอยากกลับบ้าน

อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ

ผมต้องออกมาทำงานทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบ ๆ เสียที

จะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย  

พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล....แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก 'เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี 

             วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม  หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคนใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน   ...  ใช่แล้ว
!!!เรายังคุยกันด้วยภาษาไทย และมีพ่อคนเดียวกัน ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ ทำไมปากของเรา ความเห็นของเราถึงถูกใช้เพื่อนำพาไปสู่ความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นความสามัคคี  น้ำตาหยดนี้จะไม่มีวันไหลเลย ถ้าเราหยุดคิดสักนิดเพื่อพูดจากัน เปิดใจรับความเห็นต่างกันบ้าง? 

            วันต่อมาสงครามทางความคิดยังคงอยู่ แต่คนที่ได้รับ forward mail นี้จะได้ตระหนักมากขึ้นว่าการให้อภัย และ เห็นความจริงในมุมเล็กๆที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คงจะตอบคำถามได้ว่า เรากำลังสู้ทำไม สู้เพื่อใคร และ ถามด้วยเหตุผลต่อทั้ง 2 ฝ่ายว่า วันนี้คุณเห็นคุณค่าน้ำตาหยดนั้นแค่ไหน  ชัยชนะของประชาชนหรือตำรวจในวันนี้ แลกกับหยดน้ำตาของคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าฝ่ายไหน คุณจะเรียกมันว่าชัยชนะ หรือ ความพ่ายแพ้ 

edit @ 24 Nov 2008 08:38:36 by ^AutumNd(^__^)bKruB^

2008/Oct/13

สวัสดีครับ วันนี้ทุกคนคงได้ข่าวกันบ้างนะครับ สำหรับปู่เย็น(ข่าวเมื่อวาน 12/10/08) วันนี้พวกเรามาร่วมไว้อาลัยปู่เย็นกันครับ โดยผมจะนำเอาเรื่องราวที่ได้จากเมล์อีกทีหนึ่งนะครับ มาอ่านกันครับ

 

ปิดฉากชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับเฒ่าชราผู้ทระนงวัย 108 ปี ปู่เย็นด้วยโรคหัวใจล้มเหลวหลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจากการเกิดอาการช็อกหมดสติอยู่ภายในเรือ ในช่วงสายของวันนี้ (12 ..)

เฒ่าชราคนนี้อาจจะไม่ได้เป็นนักร้อง ไม่ได้เป็นนักแสดง แต่เฒ่าชราคนนี้ก็เป็นดาราในหัวใจของใครต่อใครหลายๆ คน

ในหนังสือ คน ฉบับปฐมฤกษ์ ระบุชื่อจริงของปู่เย็นไว้ว่า เย็น แก้วมะณีอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 274/4 .มาตยาวงศ์ .ท่าราบ .เมืองเพชรบุรี ในอดีตมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว

ปู่เย็นชาวมุสลิม มีภรรยาเป็นไทยพุทธ ชื่อ ย่าเอิบอยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครเปลี่ยนศาสนาโดยไม่มีลูกเพราะปู่เย็นเป็นหมัน แต่มีลูกสาวบุญธรรม 2 คน ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองเติบโตต่างก็แยกย้ายไปมีครอบครัวของตน

ในวันที่ 16 มีนาคม 2536 ปู่เย็นก็ต้องมาสูญเสียภรรยาคู่ชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชายชราวัย 94 ในขณะนั้นต้องร้องไห้นานกว่า 3 เดือน

เมื่อไร้คนที่ตนรักปู่เย็นจึงตัดสินใจขนทรัพย์สมบัติไม่กี่ชิ้นไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ในน้ำที่ไม่มีทั้งเสา ไม่มีทั้งหลังคา หาเลี้ยงชีวิตด้วยการดักอวนหาปลา หากเหลือกินก็ขายในราคาถูกๆ ซึ่งหากใครจะเอาเงินให้ฟรีๆ จะทำให้ปู่เย็นรู้สึกโกรธ

หลังใช้ชีวิตมานานกว่า 10 ปี ชื่อของปู่เย็นก็ถูกเผยแพร่เป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านรายการ คนค้นฅนในตอนที่มีชื่อว่า ปู่เย็น เฒ่าทระนง" ออกอากาศเมื่อคืนวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 และอีก 2 ตอนต่อมา

ด้วยหลักการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ มีแง่คิดมากมายโดยตั้งอยู่บนความเรียบง่าย-พอเพียง และความอารมณ์ดีนั่นเองที่ทำให้ชื่อของปู่เย็นเกิดเป็นกระแสโด่งดังเป็นอย่างมาก กระทั่งมีการเรียกร้องให้นำเอาเทปรายการดังกล่าวมาออกอากาศอีกครั้ง

ดูแต่หอยสิ ไม่มีมือไม่มีตีน มันยังหากินได้เอง ประสาอะไรกับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย...”

ขายอย่าให้แพง คนเขาจะได้กินลง ฉันขายถูกๆ เอาไปเถอะ ซื้อไปแกงให้พอหม้อ...”

มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร คนเราอดตาย หายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้นะ...”

ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ พอสุดท้าย ก็ตาย...” ประโยคง่ายๆ เหล่านี้อาจจะไม่ใช่ปรัชญายิ่งใหญ่ที่เอาไว้ให้ใครต่อใครได้ท่องจำ แต่มันคือหลักที่ปู่เย็นใช้ในการดำเนินชีวิตบนเรือตลอดมา

23
มีนาคม 2548 ปู่เย็นได้รับพระมหากรุณาธิคุณเพื่อเข้ารับเรือพระราชทานต่อเบื้องพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จากนั้นชื่อของปู่เย็นก็กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่น้ำเพชร และจังหวัดเพชรบุรีไปโดยปริยาย มีคนมากมายจากทั่วสารทิศมาเยี่ยมชนิดที่หัวบันไดสะพานลำไยไม่เคยแห้ง

จากการกลายเป็น ดารานี้เองที่ทำให้หลายคนเกิดความเป็นห่วงว่าผลการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากคนรอบข้างจะเกิดผลกระทบกับชายชราวัย 100 กว่าปีคนนี้ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และรูปแบบการดำเนินชีวิต

เหมือนกับคำบอกกล่าวของปู่เย็นที่ว่า...ชีวิตคนนั้นเหมือนสะพาน มีขึ้นก็ต้องมีลง...ระยะหลังชื่อของปู่เย็นค่อยๆ เงียบหายไปตามกระแสธารกาลเวลา จะมีข่าวคราวบ้างเป็นครั้งคราวเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยทั้งกรณีเป็นฝีที่คอ ปอดติดเชื้อ รวมถึงอุบัติเหตุจากการหกล้ม

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ ..2548 กระทั่ง ..2551 ปู่เย็นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชายวัยชราคนนี้เป็น ดารานอกจอตัวจริงเพียงใด เพราะห้วงเวลาที่ผ่านไปแม้สังคมและคนรอบข้างจะเปลี่ยนแปลง แต่ปู่เย็นก็ยังคงเป็นปู่เย็นคนเดิมผู้สมถะ ใช้ชีวิตด้วยการหาปลาตามเดิม ไม่อยากให้ใครมาสงสารหากมีแต่ความสงสารและเกรงใจคนอื่นๆ

ไม่เอาง่ะ เกรงใจมัน...กินฟรีได้ แต่ไม่กิน เกรงใจ ไม่เอา อาย ของเขาซื้อเขาขาย ไหนต้องตัก ไหนต้องล้าง..." คือคำตอบที่ยืนยันถึงนิสัยส่วนตัวของเฒ่าชราคนนี้เกือบตลอดทุกครั้งที่มีใครหยิบยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ในรูปของอาหารและเงินทอง

นับจากวันที่ภรรยาเสียชีวิต วันที่ 20 กันยายน 2551 ที่ผ่านมาน้ำตาแห่งความเสียใจของผู้เฒ่าคนนี้ต้องไหลนองหน้าอีกครั้งหลังเรือพระราชทานฯ ที่เปรียบเสมือนบ้านได้เกิดพลิกคว่ำจากพายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างหนัก

ค่ำคืนดังกล่าวแม้ตัวของปู่เย็นจะทุลักทุเลอยู่ในน้ำนานร่วมชั่วโมง แต่สิ่งเดียวที่แกห่วงก็หาใช่ชีวิตของตนเองไม่

เรือ เรือมันจมแล้ว...” ปู่เย็นบอกเสียงสั่นตื่นตระหนกพร้อมกับใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา

ตลอดช่วงเวลาที่เรือถูกนำไปซ่อมแซมโดยวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยานั้น ปู่เย็นมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันคุ้นเคยในวันที่เจ้าตัวได้เรือดังกล่าวกลับคืนมาเมื่อ 1 ตุลาคม 2551

จะตายบนเรือลำนี้แหละ...” เฒ่าวัย 108 ปี ลั่นไว้ก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเรืออีกครั้ง

น่าเสียดายเหลือเกินที่วันนั้นได้มาถึงแล้วในวันนี้
...
หมายเหตุ - สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 2 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือการจัดพิธีศพของ ปู่เย็นที่จะถูกนำไปตั้งที่มัสยิดกลาง .เพชรบุรี .ท่าแร้ง .บ้านแหลม .เพชรบุรี และจะทำพิธีละหมาดขอพร ฝังร่างในเวลา 10.00 .ของวันพรุ่งนี้





ขอร่วมไว้อาลัยด้วยคนครับ ขอให้ปู่เย็นสู่สุคติด้วยนะครับ

 

edit @ 13 Oct 2008 14:50:45 by ^AutumNd(^__^)bKruB^