สวัสดีครับ ไม่ได้เข้ามาอัพซะนาน คงจะลืมกันแล้ว วัันนี้ผมมีเรื่องที่ทำให้ได้ข้อคิดกันครับ แม้หัวเรื่องจะแรงไปหน่อย -*- ก็ขออภัยด้วยนะครับ แต่ลองอ่านดูก่อน พออ่านแล้วจะรู้สึกอย่างผมครับ  ^^

  ไม่ว่าคุณจะแบ่งฝ่ายหรือไม่  
   ไม่ว่าคุณจะอยู่ข้างฝ่ายไหน...
   อ่านแล้วลองคิดดู......
 



เรื่องบนเตียงของพันธมิตรกับตำรวจ 
             
เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร  หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง  บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง และ ตามตัวหลายแห่ง  ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้วจากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย
 
             หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน     ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด  แต่ต่างไม่ได้คุยกันด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง  2 

             
'พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?' เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง 
             
'เจ็บนิดหน่อยลูก เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก 
             
'หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย' เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่ 
             
'มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ' 
             
             คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ 

             
'ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ' 
         '
พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก ' 
         '
แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไมเสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย 

             บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่มเงียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์ ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้ามกับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า  เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย
 
             
             เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า  แล้วพ่อหนูล่ะ 
….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง  ใครทำพ่อของหนู??? 

             ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น
 

             
'คุณตำรวจ….ผมขอโทษ    คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น 
             
  
         
นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน     ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่ 
             
             
'คุณลุงเป็นใครคะ ?' เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย 

'
ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ'  เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

'
แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?'             

เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น 
'
บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง

วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ' 

'
แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย ลุงได้สังคมทีดี

แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?' เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ  นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง 


'
บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ  

ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง  

เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..

พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือน

กัน  …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน

 ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ...' เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น 


'
ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด...หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย   เหมือนผมไม่ใช่คน  

เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง    

ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร  

ผมก็มีลูกเมีย  ผมอยากกลับบ้าน

อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ

ผมต้องออกมาทำงานทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบ ๆ เสียที

จะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย  

พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล....แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก 'เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี 

             วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม  หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคนใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน   ...  ใช่แล้ว
!!!เรายังคุยกันด้วยภาษาไทย และมีพ่อคนเดียวกัน ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ ทำไมปากของเรา ความเห็นของเราถึงถูกใช้เพื่อนำพาไปสู่ความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นความสามัคคี  น้ำตาหยดนี้จะไม่มีวันไหลเลย ถ้าเราหยุดคิดสักนิดเพื่อพูดจากัน เปิดใจรับความเห็นต่างกันบ้าง? 

            วันต่อมาสงครามทางความคิดยังคงอยู่ แต่คนที่ได้รับ forward mail นี้จะได้ตระหนักมากขึ้นว่าการให้อภัย และ เห็นความจริงในมุมเล็กๆที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คงจะตอบคำถามได้ว่า เรากำลังสู้ทำไม สู้เพื่อใคร และ ถามด้วยเหตุผลต่อทั้ง 2 ฝ่ายว่า วันนี้คุณเห็นคุณค่าน้ำตาหยดนั้นแค่ไหน  ชัยชนะของประชาชนหรือตำรวจในวันนี้ แลกกับหยดน้ำตาของคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าฝ่ายไหน คุณจะเรียกมันว่าชัยชนะ หรือ ความพ่ายแพ้ 

edit @ 24 Nov 2008 08:38:36 by ^AutumNd(^__^)bKruB^

Comment

Comment:

Tweet

ดีมากเลยค่ะ คิดเหมือนกันเลย ถ้าเราไม่รักกันแล้วใครจะมารักเรา surprised smile

#2 By ปอ (118.173.223.84) on 2008-12-03 11:10

Hot! อ่านแล้วน้ำตาซึมเลยค่ะ
ยังไม่ได้เมลอันนี้
พรุ่งนี้อย่าเกิดเรื่องอะไรร้ายๆขึ้นมาเลย

#1 By MamiLuv on 2008-11-23 17:51